วิธีเลือกวัสดุทำชิ้นส่วนเครื่องจักร งานแบบไหนควรใช้วัสดุอะไร?

การเลือกวัสดุเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร เพราะถึงแม้ชิ้นงานจะมีขนาดและรูปทรงตรงตาม Drawing แต่ถ้าเลือกวัสดุไม่เหมาะกับลักษณะการใช้งาน ก็อาจทำให้ชิ้นส่วนสึกเร็ว เพลาคด ฟันเฟืองแตก บูชหลวม โครงสร้างเสียรูป หรือเกิดสนิมเร็วกว่าที่คาดไว้

ในทางกลับกัน การเลือกวัสดุที่มีคุณสมบัติสูงเกินความจำเป็นก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีที่สุดเสมอไป เพราะอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ผลิตยากขึ้น หรือเกิดปัญหาในขั้นตอนกลึง เชื่อม ชุบแข็ง และเจียระไนภายหลังได้

การเลือกวัสดุทำชิ้นส่วนเครื่องจักรจึงไม่ควรพิจารณาจากชื่อชิ้นส่วนเพียงอย่างเดียว

เช่น “เพลาต้องใช้ S45C” หรือ “บูชต้องใช้ทองเหลือง” แต่ควรพิจารณาจากหน้าที่ของชิ้นส่วน แรงที่ได้รับ ความเร็วรอบ การเสียดสี สภาพแวดล้อม และอายุการใช้งานที่ต้องการร่วมกัน

ก่อนเลือกวัสดุทำชิ้นส่วนเครื่องจักร ต้องรู้อะไรบ้าง?

1. ชิ้นส่วนรับแรงประเภทใด?

แรงที่เกิดขึ้นกับชิ้นงานอาจเป็นแรงดึง แรงกด แรงดัด แรงเฉือน แรงบิด หรือแรงกระแทก ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดสามารถรองรับแรงเหล่านี้ได้แตกต่างกัน

เช่น เพลาส่งกำลังต้องรับแรงบิดและแรงดัด ส่วนพินหรือสลักมักรับแรงเฉือน ขณะที่ฐานเครื่องต้องเน้นความแข็งแรงและความสามารถในการรับน้ำหนักโดยไม่เสียรูป

2. ชิ้นส่วนมีการหมุนหรือเสียดสีหรือไม่?

เพลา บูช เฟือง สโปรเก็ต ลูกกลิ้ง และรางสไลด์ เป็นชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนที่หรือสัมผัสกับชิ้นส่วนอื่นอยู่ตลอดเวลา จึงต้องพิจารณาความแข็งผิว ความทนต่อการสึกหรอ ความละเอียดผิว และระบบหล่อลื่นร่วมกัน

วัสดุที่แข็งแรงอาจไม่ได้หมายความว่าจะทนการสึกหรอได้ดี หากไม่ได้ผ่านกระบวนการชุบแข็งหรือปรับปรุงผิวอย่างเหมาะสม

3. ใช้งานในสภาพแวดล้อมแบบใด?

ควรตรวจสอบว่าชิ้นส่วนต้องสัมผัสกับสิ่งต่อไปนี้หรือไม่

  • น้ำและความชื้น
  • สารเคมี กรด หรือด่าง
  • อาหารและผลิตภัณฑ์ที่ต้องควบคุมความสะอาด
  • อุณหภูมิสูง
  • ฝุ่น ผง หรือเศษวัสดุ
  • สภาพแวดล้อมกลางแจ้ง
  • พื้นที่ที่ไม่สามารถเติมน้ำมันหรือจาระบีได้

หากเป็นงานเปียกหรืองานที่ต้องทนการกัดกร่อน การใช้เหล็กคาร์บอนทั่วไปอาจทำให้เกิดสนิม จึงอาจต้องพิจารณาสแตนเลส พลาสติกวิศวกรรม หรือการเคลือบผิวเพิ่มเติม

4. ต้องการความแม่นยำระดับใด?

ชิ้นงานที่มีค่าความคลาดเคลื่อนแคบอาจต้องผ่านหลายกระบวนการ เช่น กลึง CNC ชุบแข็ง และเจียระไนผิวสำเร็จ หากเลือกวัสดุไม่เหมาะสม ชิ้นงานอาจบิดตัวหลังการชุบหรือควบคุมขนาดได้ยาก

5. ต้องเชื่อม ชุบแข็ง หรือเคลือบผิวหรือไม่?

วัสดุบางเกรดกลึงง่ายแต่เชื่อมยาก บางเกรดสามารถชุบแข็งได้ดี ขณะที่บางเกรดไม่เหมาะกับการชุบด้วยวิธีเดียวกัน ดังนั้น กระบวนการหลังการขึ้นรูปควรถูกกำหนดตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ

ตารางเลือกวัสดุตามประเภทชิ้นส่วนเครื่องจักร

ประเภทชิ้นส่วนวัสดุที่ใช้บ่อยแนวทางเลือกเบื้องต้น
เพลาS45C, SCM440, SUS304, SUS316เลือกตามแรงบิด แรงกระแทก ความเร็วรอบ และการกัดกร่อน
บูชBronze, Brass, S45C, POM, MC Nylon, PTFEพิจารณาโหลด ความเร็ว การเสียดสี และการหล่อลื่น
เฟืองS45C, SCM440, SCM415, POM, MC Nylonเลือกตามโหลด ความเร็ว เสียง และอายุการใช้งาน
สโปรเก็ตS45C, SCM440, SUS304พิจารณาแรงส่งกำลัง การสึกของฟัน และสภาพแวดล้อม
พินและสลักS45C, SCM440, SUJ2, SUS304พิจารณาแรงเฉือน แรงกระแทก และการสึกที่ผิว
คีย์S45C หรือวัสดุตามข้อกำหนดของระบบต้องรับแรงเฉือนและควรเปลี่ยนได้ก่อนเพลาหรือดุมเสียหาย
ลูกกลิ้งS45C, SUS304, Aluminium, MC Nylon, Urethaneเลือกตามน้ำหนัก ความเร็ว เสียง และวัสดุที่สัมผัส
รางสไลด์และแผ่นกันสึกSKD11, S45C ชุบแข็ง, Bronze, MC Nylon, UHMW-PEเน้นความทนต่อการสึกและค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน
จิ๊กและฟิกซ์เจอร์SS400, S45C, SKD11, Aluminium, Engineering Plasticเลือกตามความแม่นยำ จำนวนรอบ และน้ำหนัก
เพลทและฐานเครื่องSS400, S45C, Aluminiumพิจารณาความแข็งแรง ความเรียบ น้ำหนัก และการเชื่อม
ใบมีดและ PunchSKD11, SKH51 หรือเหล็กเครื่องมือที่เหมาะสมเลือกตามวัสดุที่ตัด แรงกระแทก ความเร็ว และความร้อน
ชิ้นส่วนสัมผัสอาหารSUS304, SUS316 และพลาสติกที่เหมาะกับข้อกำหนดเน้นความสะอาด การกัดกร่อน และการตรวจสอบแหล่งวัสดุ
โครงสร้างและฝาครอบSS400, SUS304, Aluminiumเลือกตามน้ำหนัก สนิม ความสวยงาม และวิธีประกอบ

ตารางนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น การเลือกวัสดุจริงควรตรวจสอบโหลด ความเร็ว อุณหภูมิ ความแข็ง การหล่อลื่น และมาตรฐานของวัสดุแต่ละเกรดเพิ่มเติม

เพลาควรใช้เหล็กอะไร?

เพลาเป็นชิ้นส่วนที่ใช้รองรับการหมุนหรือส่งกำลัง จึงต้องรับทั้งแรงบิด แรงดัด และในบางกรณีอาจมีแรงกระแทกเกิดขึ้นพร้อมกัน

S45C เป็นเหล็กคาร์บอนปานกลางที่นิยมใช้ผลิตเพลา พิน ลูกกลิ้ง และชิ้นส่วนเครื่องจักรทั่วไป เนื่องจากมีความแข็งแรงมากกว่าเหล็กโครงสร้าง กลึงขึ้นรูปได้ และสามารถนำไปชุบแข็งเพื่อเพิ่มความทนต่อการสึกหรอได้

เหมาะกับงาน เช่น

  • เพลาลูกกลิ้ง
  • เพลารองรับ
  • เพลาส่งกำลังระดับทั่วไป
  • พินและสลัก
  • ชิ้นส่วนเครื่องจักรที่ต้องการความแข็งแรงระดับปานกลาง

อย่างไรก็ตาม หากเพลาต้องรับแรงบิดสูงหรือแรง กระแทกต่อเนื่อง ควรตรวจสอบว่าคุณสมบัติของ S45C เพียงพอหรือไม่

SCM440 เป็นเหล็กอัลลอยที่มีความแข็งแรงและความเหนียว เหมาะกับชิ้นส่วนที่รับแรงสูงหรือมีแรงกระแทก เช่น

  • เพลาส่งกำลังงานหนัก
  • เพลาขับ
  • พินรับโหลดสูง
  • เฟืองและชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อน
  • ชิ้นส่วนที่ต้องการอบชุบเพื่อเพิ่มสมบัติเชิงกล

การใช้ SCM440 ควรระบุสภาพวัสดุและกระบวนการอบชุบให้ชัดเจน เพราะคุณสมบัติของชิ้นงานหลังผลิตขึ้นอยู่กับ Heat Treatment ด้วย

SUS304 เหมาะกับงานที่ต้องการทนความชื้นและทำความสะอาดง่าย เช่น เครื่องจักรอาหาร งานบรรจุภัณฑ์ และพื้นที่เปียกทั่วไป

หากชิ้นส่วนต้องสัมผัสสารเคมี สภาพแวดล้อมที่กัดกร่อนสูง หรือสารที่มีคลอไรด์ อาจต้องพิจารณา SUS316 แทน ทั้งนี้ต้องตรวจสอบสภาพแวดล้อมจริงก่อนเลือกใช้

เลือกวัสดุอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ

สำหรับเพลาที่ต้องสัมผัสกับซีล ลูกปืน หรือบูช อาจต้องกำหนดเพิ่มเติม ได้แก่

  • ความแข็งผิว
  • ค่าความหยาบผิว
  • ความกลมและความตรง
  • ค่าพิกัดสวมประกอบ
  • การชุบแข็งเฉพาะผิว
  • การเจียระไนหลังชุบ

บูชและชิ้นส่วนรองรับการเลื่อนควรใช้วัสดุอะไร?

บูชทำหน้าที่รองรับเพลา ลดการเสียดสี และช่วยให้ชิ้นส่วนที่สึกหรอสามารถถอดเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างหลักทั้งหมด

ทองเหลืองกลึงง่ายและให้ผิวที่ดี เหมาะกับบูชงานทั่วไปที่รับโหลดไม่สูงมาก รวมถึงชิ้นส่วนที่ต้องการลดโอกาสการจับติดกับเพลาเหล็ก

อย่างไรก็ตาม ทองเหลืองมีหลายเกรดและให้คุณสมบัติไม่เท่ากัน จึงไม่ควรระบุเพียงคำว่า “ทองเหลือง” โดยไม่มีเกรดหรือข้อกำหนดเพิ่มเติม

บรอนซ์มักถูกพิจารณาในงานบูชที่ต้องรับโหลดและทนการสึกหรอ โดยเฉพาะงานที่มีการหล่อลื่นอย่างเหมาะสม เช่น เครื่องจักรอุตสาหกรรม ระบบลำเลียง และอุปกรณ์ยก

การเลือกชนิดบรอนซ์ควรพิจารณาความเร็ว โหลด และวิธีหล่อลื่นร่วมกัน

บูชเหล็กเหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งแรงและรับแรงสูง แต่ควรพิจารณาความแข็งของบูชและเพลาที่สัมผัสกัน หากทั้งสองชิ้นมีความแข็งใกล้เคียงกันหรือไม่มีการหล่อลื่นที่เพียงพอ อาจเกิดการสึก จับติด หรือเสียหายอย่างรวดเร็วได้

POM, MC Nylon, PTFE และพลาสติกวิศวกรรมชนิดอื่นเหมาะกับงานที่ต้องการ:

  • ลดน้ำหนัก
  • ลดเสียง
  • ไม่เป็นสนิม
  • ลดการเสียดสี
  • ป้องกันรอยบนชิ้นงาน
  • ใช้งานโดยไม่ต้องเติมสารหล่อลื่นบางประเภท

อย่างไรก็ตาม พลาสติกอาจเปลี่ยนขนาดจากอุณหภูมิและความชื้น รวมทั้งมีความสามารถรับโหลดต่ำกว่าโลหะบางชนิด จึงต้องตรวจสอบเงื่อนไขการใช้งานก่อนเลือก

เฟืองและสโปรเก็ตควรใช้วัสดุอะไร?

เฟืองและสโปรเก็ตต้องรับแรงส่งกำลังบริเวณฟัน จึงต้องพิจารณาทั้งความแข็ง ความเหนียว และความทนต่อการสึก

S45C สามารถใช้ผลิตเฟืองและสโปรเก็ตสำหรับงานทั่วไป รวมถึงสามารถชุบแข็งบริเวณผิวหรือฟันเพื่อเพิ่มความทนต่อการสึกได้

หากเฟืองต้องรับแรงบิดหรือแรงกระแทกสูง SCM440 อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากสามารถปรับปรุงคุณสมบัติด้วยการอบชุบได้ แต่ต้องควบคุมกระบวนการผลิตและความแข็งให้สัมพันธ์กับการใช้งาน

SCM415 มักถูกพิจารณาสำหรับชิ้นส่วนที่ต้องการทำ Case Hardening หรือ Carburizing เพื่อให้ผิวมีความแข็งและทนการสึก ขณะที่แกนด้านในยังคงความเหนียว เช่น เฟืองหรือชิ้นส่วนส่งกำลังบางประเภท

POM หรือ MC Nylon สามารถใช้ทำเฟืองสำหรับโหลดไม่สูงมาก โดยมีข้อดีด้านน้ำหนักและเสียงขณะทำงาน แต่ต้องตรวจสอบแรงบิด ความเร็ว อุณหภูมิ และการเปลี่ยนแปลงขนาดของวัสดุ

พิน สลัก และคีย์ ควรเลือกวัสดุอย่างไร?

พินและสลักมักต้องรับแรงเฉือน แรงกดบริเวณผิวสัมผัส และแรงกระแทกซ้ำ จึงควรเลือกวัสดุที่มีทั้งความแข็งแรงและความเหนียว

วัสดุที่นิยมพิจารณา ได้แก่

  • S45C สำหรับงานทั่วไป
  • SCM440 สำหรับงานรับโหลดหรือแรงกระแทกสูง
  • SUJ2 สำหรับชิ้นส่วนที่ต้องการความแข็งและทนการสึกสูง
  • SUS304 สำหรับพื้นที่เปียกหรือมีความชื้น

ส่วนคีย์ทำหน้าที่ส่งแรงบิดระหว่างเพลากับดุม การออกแบบไม่ควรพิจารณาเฉพาะความแข็งของวัสดุ แต่ต้องคำนวณแรงเฉือน ขนาดหน้าตัด และความยาวสัมผัสให้เหมาะสมด้วย

วัสดุที่แข็งเกินไปไม่ได้ดีกว่าเสมอ เพราะในบางระบบอาจออกแบบให้คีย์เป็นชิ้นส่วนที่เสียหายและเปลี่ยนได้ก่อนที่เพลาหรือดุมซึ่งมีราคาสูงกว่าจะเสียหาย

ลูกกลิ้งและล้อเครื่องจักรควรใช้วัสดุอะไร?

วัสดุของลูกกลิ้งควรเลือกตามน้ำหนักที่รับ ความเร็วรอบ วัสดุที่ลำเลียง และสภาพแวดล้อม

เหมาะกับงานรับน้ำหนักและงานโครงสร้างทั่วไป สามารถกลึงผิว ชุบแข็ง หรือหุ้มวัสดุเพิ่มเติมได้ตามลักษณะการใช้งาน

เหมาะกับพื้นที่เปียก งานอาหาร งานล้างทำความสะอาด และสภาพแวดล้อมที่ต้องการความทนต่อการกัดกร่อน

เหมาะกับระบบที่ต้องการลดน้ำหนักและแรงเฉื่อย ทำให้เริ่มหรือหยุดหมุนได้ง่ายขึ้น แต่ต้องตรวจสอบความแข็งแรงและการสึกของผิว

POM หรือ MC Nylon เหมาะกับงานที่ต้องการลดเสียง ลดน้ำหนัก หรือป้องกันรอยบนผลิตภัณฑ์ ส่วน UHMW-PE ให้คุณสมบัติด้านการลื่นและความทนต่อการสึกในงานบางประเภท

เหมาะกับงานที่ต้องการเพิ่มแรงยึดเกาะ ลดแรงกระแทก ลดเสียง หรือป้องกันผิวชิ้นงาน แต่ต้องเลือกความแข็งของวัสดุหุ้มให้เหมาะกับน้ำหนักและสภาพแวดล้อม

รางสไลด์และแผ่นกันสึกควรใช้วัสดุอะไร?

รางสไลด์และ Wear Plate เป็นชิ้นส่วนที่มีการเสียดสีโดยตรง การเลือกวัสดุต้องพิจารณาทั้งสองผิวที่สัมผัสกัน ไม่ใช่เลือกเฉพาะชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

วัสดุที่ใช้ได้ เช่น

  • S45C ชุบแข็ง สำหรับงานรับแรงและต้องการความแข็งผิว
  • SKD11 สำหรับงานที่ต้องทนการสึกสูง
  • Bronze สำหรับผิวรองรับที่มีการหล่อลื่น
  • MC Nylon สำหรับลดเสียงและลดความเสียหายต่อผิวคู่สัมผัส
  • UHMW-PE สำหรับงานสไลด์ที่ต้องการแรงเสียดทานต่ำ
  • PTFE สำหรับงานที่ต้องการแรงเสียดทานต่ำและทนสารเคมีบางประเภท

ในบางระบบ การออกแบบให้แผ่น Wear Plate เป็นชิ้นส่วนที่สึกและถอดเปลี่ยนได้ง่าย อาจคุ้มค่ากว่าการใช้วัสดุแข็งราคาแพงกับชิ้นส่วนทั้งหมด

จิ๊กและฟิกซ์เจอร์ควรใช้วัสดุอะไร?

จิ๊กและฟิกซ์เจอร์ประกอบด้วยหลายส่วน และไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุชนิดเดียวกันทั้งชุด

SS400 เหมาะกับฐาน โครง และชิ้นส่วนที่เน้นการเชื่อมประกอบ เนื่องจากหาได้ง่ายและมีต้นทุนเหมาะสม อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องการความแม่นยำหรือทนการสึกอาจต้องใช้วัสดุชนิดอื่นร่วมด้วย

เหมาะสำหรับ Locator, Pin, Shaft และชิ้นส่วนที่ต้องการความแข็งแรงหรือสามารถชุบแข็งเพิ่มเติมได้

เหมาะกับ Insert, Wear Plate หรือจุดสัมผัสที่ใช้งานซ้ำจำนวนมาก แต่ต้องพิจารณาความเปราะและกระบวนการชุบแข็งให้เหมาะสม

เหมาะกับจิ๊กที่พนักงานต้องยกหรือเปลี่ยนบ่อย ช่วยลดน้ำหนักและขึ้นรูปได้ง่าย แต่ผิวอาจสึกหรือเป็นรอยได้ง่ายกว่าเหล็ก จึงอาจต้องใช้ Insert เหล็กในตำแหน่งสำคัญ

เหมาะกับจุดสัมผัสผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการให้ผิวเป็นรอย เช่น งานประกอบชิ้นส่วนตกแต่ง งานพลาสติก และงานโลหะพ่นสี

เพลท ฐานเครื่อง และโครงสร้างเครื่องจักรควรใช้วัสดุอะไร?

เหมาะกับโครงสร้าง ฐานเครื่อง โต๊ะ และงานเชื่อมทั่วไป หากต้องกลึงผิวอ้างอิงหลังเชื่อม ควรพิจารณาการบิดตัวและลำดับการผลิตให้เหมาะสม

เหมาะกับชิ้นส่วนที่ต้องการความแข็งแรงหรือความทนต่อการสึกมากกว่า SS400 แต่การเชื่อมต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น และอาจต้องควบคุมความร้อนก่อนและหลังเชื่อมตามความหนาและลักษณะชิ้นงาน

เหมาะกับฐานหรือชิ้นส่วนที่ต้องการน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย และไม่เป็นสนิมแบบเหล็ก แต่ต้องตรวจสอบความแข็งแรง ความแข็งผิว และการขยายตัวจากอุณหภูมิ

เหมาะกับโครงสร้างที่ต้องล้างทำความสะอาด พื้นที่เปียก หรือสภาพแวดล้อมที่มีการกัดกร่อน อย่างไรก็ตาม สแตนเลสอาจมีต้นทุนและความยากในการผลิตสูงกว่าเหล็กทั่วไป

ใบมีด Punch และ Die ควรใช้วัสดุอะไร?

ชิ้นส่วนประเภทใบมีด Punch และ Die ต้องรับแรงกด แรงกระแทก การเสียดสี และในบางงานอาจเกิดความร้อนสูง จึงนิยมใช้เหล็กเครื่องมือ

เหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งและความทนต่อการสึก เช่น ใบมีดตัดโลหะบาง Punch, Die และชิ้นส่วนแม่พิมพ์บางประเภท แต่ความแข็งสูงอาจมาพร้อมความเปราะ จึงต้องออกแบบมุม รัศมี และกระบวนการชุบอย่างเหมาะสม

เป็นเหล็กความเร็วสูงที่สามารถรักษาความแข็งได้ดีในสภาวะที่เกิดความร้อน เหมาะกับเครื่องมือตัดและชิ้นส่วนบางประเภทที่ทำงานด้วยความเร็วสูง

การเลือกเหล็กเครื่องมือไม่ควรพิจารณาจากค่าความแข็งสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูวัสดุที่นำมาตัด ระยะเคลียร์รันซ์ แรงกระแทก ความเร็ว และรูปทรงของชิ้นงานด้วย

เลือกวัสดุตามสภาพแวดล้อมการใช้งาน

งานสัมผัสน้ำและความชื้น

สามารถพิจารณา SUS304, SUS316, Aluminium หรือพลาสติกวิศวกรรมตามความแข็งแรงและลักษณะการใช้งาน หากใช้เหล็กคาร์บอนควรพิจารณาการชุบผิว พ่นสี หรือเคลือบป้องกันสนิม

งานอาหารและบรรจุภัณฑ์

ควรพิจารณาความสะอาด ความสามารถในการล้าง การเกิดสนิม และข้อกำหนดของอุตสาหกรรม วัสดุที่นิยมใช้ ได้แก่ SUS304 และ SUS316 รวมถึงพลาสติกที่มีเอกสารหรือมาตรฐานเหมาะกับการสัมผัสอาหาร

งานสัมผัสสารเคมี

ต้องทราบชนิดของสารเคมี ความเข้มข้น อุณหภูมิ และระยะเวลาที่สัมผัสก่อนเลือกวัสดุ เพราะคำว่า “สแตนเลส” ไม่ได้หมายความว่าจะทนสารเคมีทุกชนิด

งานอุณหภูมิสูง

ควรตรวจสอบว่าวัสดุยังคงความแข็งแรงและความแข็งที่อุณหภูมิใช้งานได้หรือไม่ รวมถึงพิจารณาการขยายตัว ความร้อนสะสม และการหล่อลื่น

งานที่เติมสารหล่อลื่นไม่ได้

อาจพิจารณาบูชแบบหล่อลื่นตัวเอง วัสดุ PTFE, POM, MC Nylon หรือวัสดุผสมที่ออกแบบมาสำหรับการทำงานแบบแห้ง โดยต้องตรวจสอบโหลด ความเร็ว และอุณหภูมิจากข้อมูลของวัสดุแต่ละชนิด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกวัสดุ

เลือกวัสดุจากชื่อชิ้นส่วนเพียงอย่างเดียว

เพลาสองชิ้นที่มีขนาดเท่ากันอาจใช้วัสดุต่างกัน หากชิ้นหนึ่งหมุนช้าและรับโหลดต่ำ แต่อีกชิ้นหมุนเร็วและรับแรงกระแทกสูง

เลือกวัสดุที่แข็งที่สุดไว้ก่อน

วัสดุที่แข็งมากอาจมีความเปราะ กลึงยาก ต้นทุนสูง และแตกเมื่อรับแรงกระแทก การเลือกวัสดุจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความแข็ง ความเหนียว และความสามารถในการผลิต

ไม่ระบุค่าความแข็ง

การเขียนเพียงชื่อวัสดุอาจไม่เพียงพอสำหรับชิ้นงานที่ต้องผ่านการอบชุบ ควรระบุค่าความแข็ง วิธีชุบ และตำแหน่งที่ต้องการความแข็งให้ชัดเจน

ไม่เผื่อการบิดตัวหลังชุบแข็ง

ชิ้นงานที่มีรูปทรงบาง ยาว หรือความหนาไม่เท่ากัน อาจบิดตัวหลังผ่านความร้อน จึงอาจต้องเผื่อเนื้อสำหรับเจียระไนหรือวางลำดับกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้น

ไม่พิจารณาวัสดุของคู่สัมผัส

หากเพลาและบูชมีความแข็งหรือคุณสมบัติไม่เหมาะสม อาจทำให้ทั้งสองชิ้นสึกพร้อมกัน ในหลายระบบจึงออกแบบให้ชิ้นส่วนหนึ่งเป็น Wear Part ที่ถอดเปลี่ยนได้ง่าย

ใช้วัสดุราคาแพงเกินความจำเป็น

ชิ้นส่วนบางประเภทไม่จำเป็นต้องใช้ SCM440, SKD11 หรือ SUS316 หากไม่ได้รับโหลดสูง ไม่เกิดการสึก หรือไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมกัดกร่อน การใช้วัสดุให้พอดีกับงานช่วยควบคุมต้นทุนโดยไม่ลดประสิทธิภาพ

เช็กลิสต์ข้อมูลก่อนส่ง Drawing ให้โรงงานผลิต

เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถเสนอวัสดุและกระบวนการได้เหมาะสม ควรเตรียมข้อมูลดังต่อไปนี้

  1. ชิ้นส่วนทำหน้าที่อะไรในเครื่องจักร
  2. รับแรงประเภทใดและประมาณเท่าไร
  3. มีความเร็วรอบหรือความถี่การทำงานเท่าไร
  4. มีการเสียดสีหรือกระแทกหรือไม่
  5. ใช้งานที่อุณหภูมิเท่าไร
  6. สัมผัสน้ำ อาหาร หรือสารเคมีหรือไม่
  7. มีระบบน้ำมันหรือจาระบีหรือไม่
  8. ต้องการค่าความแข็งเท่าไร
  9. มีค่าความคลาดเคลื่อนและความละเอียดผิวเท่าไร
  10. ต้องผ่านการชุบ เคลือบ หรือเจียระไนหรือไม่
  11. ต้องการผลิตจำนวนเท่าไร
  12. อายุการใช้งานของชิ้นส่วนเดิมเป็นอย่างไร
  13. ชิ้นส่วนเดิมเสียหายในลักษณะใด

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าควรเปลี่ยนเฉพาะเกรดวัสดุ

ปรับกระบวนการชุบแข็ง แก้ไขค่าพิกัด หรือปรับแบบชิ้นงานร่วมด้วย

ไม่มี Drawing และไม่ทราบวัสดุเดิม สามารถผลิตอะไหล่ทดแทนได้หรือไม่?

ในกรณีที่เครื่องจักรไม่มี Drawing หรือไม่สามารถหาอะไหล่เดิมได้ อาจเริ่มต้นจากชิ้นงานตัวอย่าง รูปถ่าย และข้อมูลการใช้งานจริง

ข้อมูลสำคัญที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • ขนาดและรูปทรงของชิ้นงานเดิม
  • ตำแหน่งติดตั้ง
  • หน้าที่ของชิ้นส่วน
  • ชิ้นส่วนที่สัมผัสกัน
  • ลักษณะการสึก แตก หรือเสียรูป
  • ความแข็งของวัสดุเดิม
  • สภาพแวดล้อมในการใช้งาน
  • ระยะเวลาที่ชิ้นส่วนเดิมใช้งานได้

ในบางกรณี การผลิตชิ้นงานให้เหมือนของเดิมทุกประการอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หากชิ้นงานเดิมเสียหายซ้ำจากการเลือกวัสดุ การหล่อลื่น การติดตั้ง หรือการออกแบบที่ไม่เหมาะสม จึงควรวิเคราะห์สาเหตุของความเสียหายก่อนเริ่มผลิตใหม่

สรุป: เลือกวัสดุให้เหมาะกับหน้าที่ ไม่ใช่เลือกจากชื่อชิ้นส่วน

การเลือกวัสดุทำชิ้นส่วนเครื่องจักรไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกงาน แม้จะเป็นชิ้นส่วนประเภทเดียวกัน เช่น เพลา บูช เฟือง พิน หรือลูกกลิ้ง ก็อาจต้องใช้วัสดุต่างกันตามโหลด ความเร็ว การเสียดสี อุณหภูมิ สภาพแวดล้อม และกระบวนการผลิต

หลักสำคัญคือไม่ควรเลือกจากความแข็งหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาให้สมดุลระหว่าง:

  • ความแข็งแรง
  • ความเหนียว
  • ความทนต่อการสึก
  • ความทนต่อการกัดกร่อน
  • ความสามารถในการกลึงและเชื่อม
  • การอบชุบและการเคลือบผิว
  • อายุการใช้งาน
  • ต้นทุนรวมในการผลิตและบำรุงรักษา

หากมี Drawing ชิ้นงานตัวอย่าง หรืออะไหล่เครื่องจักรที่ต้องการผลิตใหม่ LMG Engineering พร้อมให้คำปรึกษา วิเคราะห์แนวทางการผลิต และรับผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรตามแบบ ด้วยกระบวนการกลึง มิลลิ่ง CNC เจียระไน เลเซอร์ และงานเชื่อมประกอบ เพื่อให้ชิ้นงานเหมาะกับการใช้งานจริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกวัสดุชิ้นส่วนเครื่องจักร

วัสดุที่พบได้บ่อย ได้แก่ SS400, S45C, SCM440, SCM415, SUJ2, SKD11, SKH51, SUS304 และ SUS316 รวมถึง Aluminium, Bronze, Brass และพลาสติกวิศวกรรม การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของชิ้นส่วนและสภาพการทำงาน

S45C เป็นเหล็กคาร์บอนปานกลางที่เหมาะกับชิ้นส่วนเครื่องจักรทั่วไปและสามารถชุบแข็งได้ ส่วน SCM440 เป็นเหล็กอัลลอยที่มักพิจารณาในงานรับแรงสูงและแรงกระแทก อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาสภาพวัสดุและกระบวนการอบชุบประกอบด้วย

สามารถใช้กับเพลาหรือแกนที่ไม่ได้รับแรงสูงและไม่มีการเสียดสีมากได้ในบางกรณี แต่หากต้องรับแรงบิด แรงกระแทก หรือต้องการชุบแข็ง S45C หรือวัสดุอื่นอาจเหมาะสมกว่า

SUS304 เหมาะกับงานทั่วไปที่ต้องการทนความชื้นและทำความสะอาดง่าย ส่วน SUS316 มักถูกพิจารณาในสภาพแวดล้อมที่กัดกร่อนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบชนิดสารเคมี อุณหภูมิ และเงื่อนไขใช้งานจริง

ไม่เสมอไป วัสดุที่แข็งมากอาจเปราะ กลึงยาก หรือแตกเมื่อรับแรงกระแทก วัสดุที่เหมาะสมควรมีทั้งความแข็ง ความเหนียว และคุณสมบัติที่สัมพันธ์กับหน้าที่ของชิ้นส่วน

ชิ้นส่วนที่มีการเสียดสี รับแรงกดที่ผิว หรือใช้งานซ้ำจำนวนมาก เช่น เพลา พิน เฟือง รางสไลด์ และแผ่นกันสึก อาจต้องพิจารณาการชุบแข็ง แต่ควรกำหนดชนิดการชุบ ความแข็ง และความลึกของชั้นแข็งตามการใช้งาน

ใช้แทนได้ในบางงาน เช่น บูช ลูกกลิ้ง เฟือง รางไกด์ และแผ่นรอง โดยเฉพาะงานที่ต้องการลดน้ำหนัก เสียง หรือการเสียดสี แต่ต้องตรวจสอบโหลด อุณหภูมิ ความเร็ว และการเปลี่ยนแปลงขนาดของวัสดุ

ไม่มี Drawing มีเพียงชิ้นงานตัวอย่าง สามารถผลิตใหม่ได้หรือไม่?

สามารถประเมินการผลิตจากชิ้นงานตัวอย่างได้ โดยต้องตรวจสอบขนาด ความแข็ง วัสดุ หน้าที่ และลักษณะการสึกหรอ ก่อนจัดทำแบบและเลือกกระบวนการผลิตที่เหมาะสม
ทีมวิศวกรของเราพร้อมร่วมออกแบบตั้งแต่ต้น เพื่อให้ได้ชิ้นส่วนหรือเครื่องจักรที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในสายการผลิต

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : รับผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรตามแบบ ตั้งแต่ Drawing ถึงชิ้นงานจริง

ต้องการผลิตชิ้นส่วนหรือพัฒนางานใหม่?

📞 โทรปรึกษาทีม LMG Engineering เพื่อสอบถามรายละเอียดเบื้องต้น

📩 ส่งรายละเอียดงานผ่านแบบฟอร์ม ให้ทีมงานประเมิน

ส่งรายละเอียดมาได้เลย ให้ LMG Engineering ช่วยดูว่างานของคุณผลิตอย่างไรได้บ้าง

Contact Form